6/10/07

กลุ่มที่ 9

.![การเมืองการปกครองของยุโรป]!.

*:. การปฏิวัติยุโรป .:*

ต้นปี ค.ศ. ๑๘๔๘ มาร์กซ ยังอยู่ที่เบลเยียม ในขณะที่การปฏิวัติยุโรปกำลังจะเริ่มต้น การปฏิวัติยุโรป ค.ศ. ๑๘๔๘ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป ในที่นี้จึงจะต้องขอเล่าเรื่องราวของการปฏิวัติครั้งนี้โดยสังเขป

ยุโรปก่อน ค.ศ.๑๘๔๘ นั้น เป็นยุคแรกแห่งการพัฒนาของระบอบทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษหลัง ค.ศ. ๑๗๗๐ อันนำมาซึ่งการเกิดระบบโรงงานอุตสาหกรรม และการขยายตัวอย่างมากของธุรกิจการค้า ต่อมาหลัง ค.ศ.๑๘๓๐ การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็เริ่มแผ่ขยายไปในประเทศอื่น เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม และในแคว้นเยอรมนีตอนเหนือ ทำให้ระบบทุนนิยมเริ่มขยายตัวในดินแดนเหล่านี้

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ชนชั้นพ่อค้านายทุนมีบทบาทมากขึ้น ชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ ก็ขยายตัวมากขึ้นตามเมืองต่างๆ ขณะที่กษัตริย์และเจ้าศักดินายังคงครอบงำอำนาจทางการเมือง ยุคสมัยดังกล่าวจึงเป็นยุคสมัยแห่งความขัดแย้งทางความคิดระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมปฏิกิริยา และกลุ่มปัญญาชนก้าวหน้า

พวกอนุรักษ์นิยมก็คือพวกนิยมกษัตริย์ ที่มุ่งจะรักษาสถานะของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ ปกป้องศาสนจักร และรักษาอภิสิทธิ์ของชนชั้นขุนนางและเจ้าที่ดินยุโรปก่อน ค.ศ.๑๘๔๘ นั้น พวกอนุรักษ์นิยมยังทรงอิทธิพลมาก เพราะระบบการเมืองของประเทศต่างๆ ส่วนมากยังอยู่ภายใต้ระบอบราชาธิปไตยที่กษัตริย์มีอำนาจสมบูรณ์ โดยมีพระเจ้าซาร์แห่งรุสเซียนิโคลัสที่ ๑ เป็นประธานของพลังอนุรักษ์นิยมปฏิกิริยา และมีผู้ร่วมมือสำคัญ คือ จักรพรรดิฟรานซิสที่ ๒ แห่งออสเตรีย และกษัตริย์เฟรเดอริดที่ ๔ แห่งปรัสเซีย กษัตริย์ทั้งสามได้ร่วมกันในองค์กร เพื่อธำรงรักษาแบบแผนเดิมหรือระบอบเก่าของยุโรปพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยมีอัครเสนาบดีของออสเตรีย คือ เมตแตร์นิค เป็นผู้ประสานและดำเนินงาน ดังนั้นจึงเรียกระบบการเมืองของยุโรปในสมัยนี้ว่า "ระบบเมตแตร์นิค" (Metternich)

การที่ออสเตรียมีบทบาทมากก็เป็นเพราะอำนาจของราชวงศ์ฮับสเบิร์ก ออสเตรีย ยังคงปกคลุมดินแดนต่างๆ หลายแห่งในยุโรป ตั้งแต่ในอิตาลี เวนิส ดัลมาเชีย ฮังการี โครเอเธีย โบเฮเมีย และยังมีอิทธิพลเหนือรัฐเยอรมันต่างๆ ซึ่งมี ๓๙ รัฐ คู่แข่งสำคัญของออสเตรียก็คือ ปรัสเซีย ที่พยายามสร้างอำนาจเหนือรัฐเยอรมันเช่นกัน

สำหรับในกรณีของฝรั่งเศส เป็นยุคของกษัตริย์หลุยส์ฟิลิปแห่งราชวงศ์ออร์ลีอัง ซึ่งแม้ว่าจะปกครองประเทศในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มีแนวโน้มในทางอนุรักษ์นิยมเช่นกัน โดยเฉพาะ กิโซต์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ก็เป็นหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์นิยม แนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยมที่ต้องการรักษาสถานะของระบบเก่า เห็นได้จากคำอธิบายของเอ็ร์ดมัน เบิร์ก (Edmund Berg) นักคิดคนสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กล่าวว่า สถาบันกษัตริย์ รัฐ สังคม กฎหมาย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นสถาบันสำคัญในการรักษาอำนาจและระเบียบสังคม ราษฎรจึงไม่มีสิทธิ์ก่อกบฏ เพราะจะก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพและวุ่นวาย ดังนั้นกษัตริย์มีความชอบธรรมในการปกครองทั้งจากเทวสิทธิที่รับจากพระเจ้า และจากเหตุผลการดำรงอยู่ของรัฐ

สำหรับกลุ่มปัญญาชนก้าวหน้าจะมีทั้งกลุ่มเสรีนิยม (Liberalism) และกลุ่มสังคมนิยม ทั้งสองกลุ่มต่างก็เป็นทายาทของการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยต่างมีเห็นร่วมกันว่า ระบอบกษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม พวกเสรีนิยมมีความต้องการจำกัดอำนาจกษัตริย์ มีการประกันสิทธิประชาชนด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องการแบ่งแยกอำนาจให้มีระบบรัฐสภาและการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต้องการให้มีสิทธิเสรีภาพทางการพูด การเขียน การแสดงความเห็น มีเสรีภาพทางศาสนา และมีเศรษฐกิจแบบเสรีเป็นไปตามธรรมชาติ ฝ่ายเสรีนิยมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ กลุ่มนิยมระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ และกลุ่มสนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ

สำหรับกลุ่มสังคมนิยม มิได้ต้องการเพียงเสรีภาพทางการเมือง แต่ต้องการความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมากพวกสังคมนิยมจะมีความเห็นร่วมกันว่าสังคมเก่า มีความไม่เท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ มีการกดขี่ขูดรีดและเอารัดเอาเปรียบระหว่างมนุษย์ และเห็นว่ากรรมสิทธิ์เอกชนนั้นเป็นที่มาของการขูดรีด กลุ่มสังคมนิยมจึงต้องการเสนอให้สร้างสังคมใหม่ที่มนุษย์จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และมีกรรมสิทธิ์ส่วนรวม

มาร์กซ เป็นหนึ่งในกลุ่มปัญญาชนสังคมนิยม เขาเสนอการวิเคราะห์สังคมเก่าด้วยทฤษฎีชนชั้น และเสนอให้สร้างสังคมใหม่ โดยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ มาร์กซจึงสนับสนุนการจัดตั้งชนชั้นกรรมกร เพื่อจะดำเนินการให้การปฏิวัติสังคมนิยมปรากฏเป็นจริง การปฏิวัติ ค.ศ.๑๘๔๘ เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้

อันที่จริงตัวเร่งของการปฏิวัติคือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรป ใน ค.ศ. ๑๘๔๖ ทำให้ราคาสินค้าอาหารคือขนมปังและมันฝรั่ง มีราคาแพงทั้งในฝรั่งเศสและในรัฐเยอรมนี ทำให้เกิดความอดอยากทั่วไป อำนาจซื้อของประชาชนลดต่ำลงจนทำให้กิจการต่าง ๆ ประสบภาวะขาดทุน ต้องปิดตัวลงจำนวนมากใน ค.ศ. ๑๘๔๗ ภาวะเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายลง และส่งผลกระทบทั่ว ยุโรป คนว่างงานยิ่งทวีมากขึ้น จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจทั่วไป

ดังนั้น ในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๘๔๘ การปฏิวัติจึงเกิดขึ้นก่อนที่เมืองปาเลโม ในซิซิลี ประชาชนลุกฮือขึ้นปฏิวัติและขยายไปทั่วอาณาจักรเนเปิล จนในที่สุดกษัตริย์เฟอร์ดินานที่ ๒ ของเนเปิลก็ถูกบีบให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๘ เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ของประชาชนในกรุงปารีส เพื่อต่อต้านกษัตริย์หลุยส์ฟิลิป ปรากฏว่ารัฐบาลรัฐบาลกีโซต์สั่งปราบ เกิดการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิต ๑๖ คน ประชาชนจึงลุกฮือขึ้นสู้ มีการตั้งป้อมกลางถนนขึ้นทั่วไปในปารีส เมื่อการต่อต้านกษัตริย์ขยายตัวออกไปจนรัฐบาลไม่อาจคุมสถานการณ์ไว้ได้ กองทหารที่ส่งไปปราบ ก็ไปเข้าร่วมกับฝ่ายประชาชน ในที่สุดวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปต้องยอมสละราชสมบัติและหนีไปลี้ภัยในอังกฤษ กลุ่มผู้นำปฏิวัติจึงตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นบริหารประเทศ โดยประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐที่ ๒1 ในการปฏิวัติครั้งนี้ กลุ่มสังคมนิยมของฝรั่งเศสนำโดยมีอัลฟองโซ เดอ ลามาร์ทีน และ หลุยส์ บลังก์ ก็เข้าร่วมด้วย

เมื่อเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสแล้ว กระแสปฏิวัติก็เผยแพร่ไปยังประเทศอื่นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ ๑๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๔๘ เกิดการเดินขบวนครั้งใหญ่ของประชาชนในเมืองปราก แคว้นโบฮีเมียของออสเตรีย ต่อมาวันที่ ๑๓ มีนาคม เกิดการปฏิวัติในกรุงเวียนนา เมืองหลวงของอาณาจักรออสเตรีย ประชาชนลุกฮือขึ้นประท้วง และมีการตั้งป้อมกลางถนนขึ้นจำนวนมากเพื่อต่อต้านทหารฝ่ายรัฐบาล จนเสนาบดีเมตเตอร์นิคต้องสละตำแหน่งและปลอมตัวหนีออกจากเมือง จึงเป็นการสิ้นอำนาจของเมตเตอร์นิกตั้งแต่นั้น ดังนั้นจักรพรรดิเฟอร์ดินานแห่งออสเตรียจึงต้องยอมผ่อนกระแส โดยสัญญาว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และประกาศให้มีการยกเลิกระบบทาสกสิกรทั่วราชอาณาจักร

หลังจากนั้น การปฏิวัติก็ขยายไปทั่วทั้งในอาณาจักรออสเตรียและรัฐเยอรมนี โดยเฉพาะในฮังการี การปฏิวัติเกิดขึ้นในวันที่ ๑๕ มีนาคม ผู้นำการปฏิวัติคือ หลุยส์ คอสซุธ ได้ประนามระบบเมตแตอร์นิกในสภาฮังการี และผลักดันให้สภาตั้งเป็นสภาแห่งชาติ แล้วออกกฎหมายเดือนมีนาคม(March Laws)แยกฮังการีเป็นอิสระ แต่ยังอยู่ภายใต้กษัตริย์ราชวงศ์ฮับสเบิร์ก จักรพรรดิออสเตรียไม่มีกำลังไปปราบปรามจึงต้องยินยอม นอกจากนี้ยังมีการปฏิวัติเกิดขึ้นที่เมืองเวนิสและที่มิลาน นำมาสู่การประกาศเอกราชของเมืองทั้งสอง โดยที่เวนิสนั้นมีประกาศเป็นสาธารณรัฐที่เมือง คราคอฟ ในแคว้นกาลีเซียของออสเตรียก็เกิดการปฏิวัติเพื่อแยกกาลีเซียเป็นเขตปกครองตนเอง

ส่วนในกลุ่มรัฐเยอรมนี กลุ่มสังคมนิยมและเสรีนิยมต่างก็ก่อการปฏิวัติขึ้นในหลายรัฐ เช่นวันที่ ๔ มีนาคม เกิดการปฏิวัตที่มิวนิกเมืองหลวงของบาวาเรีย แม้กระทั่งในปรัสเซียก็เกิดการปฏิวัติขึ้นในแคว้นไรน์ ในวันที่ ๓ มีนาคม และต่อมาในวันที่ ๑๘ มีนาคม การปฏิวัติก็ลุกลามไปถึงกรุงเบอร์ลิน โดยประชาชนพากันเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และตั้งป้อมกลางถนนขึ้น ในที่สุดพระเจ้าเฟรเดอริดที่ ๔ แห่งปรัสเซีย ต้องยอมผ่อนปรนโดยการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่เป็นรัฐธรรมนูญอภิชนที่ยังคงอำนาจไว้ที่กษัตริย์ และยังไม่ได้ให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากนัก

จากนั้นในเดือนพฤษภาคม กลุ่มเสรีนิยมเยอรมันจากรัฐต่าง ๆ ก็มาประชุมกันที่เมืองแฟรงเฟิร์ต แล้วตั้งเป็นสภาแห่งชาติเยอรมนี เรียกร้องให้มีการรวมรัฐต่าง ๆ เข้าเป็นสหพันธรัฐเยอรมนี ด้วยระบอบการเมืองแบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐธรรมนูญ มีเสรีภาพ และการเลือกตั้ง กลุ่มนี้เสนอให้เชิญให้พระเจ้าเฟรเดริดที่ ๔ มาเป็นจักรพรรดิเยอรมนี แต่พระเจ้าเฟรเดอริดที่ ๔ ยังไม่เต็มใจ พระองค์เรียกตำแหน่งจักรพรรดิที่สภาแห่งชาติแฟรงเฟิร์ตมาเสนอให้ว่าเป็นมงกุฎจากข้างถนน

กระแสแห่งการปฏิวัตินี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของมาร์กซ ซึ่งเมื่อเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๘ นั้น มาร์กซ ยังอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ข่าวการปฏิวัติจากฝรั่งเศสมาถึงบรัสเซลส์ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๔๘ และนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวปฏิวัติในเบลเยี่ยมด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเบลเยี่ยมยังควบคุมสถานการณ์ได้ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ รัฐบาลเบลเยี่ยมเริ่มทำการจับกุมกลุ่มก้าวหน้า พร้อมทั้งเตรียมการที่จะเนรเทศนักปฏิวัติลี้ภัยที่อยู่ในบรัสเซลส์รวมทั้งมาร์กซ

ก่อนหน้านี้ มาร์กซ เพิ่งได้รับมรดกจากมารดาเป็นเงิน ๖,๐๐๐ ฟรังค์ ทำให้ทางการตำรวจเบลเยี่ยมสงสัยว่า มาร์กซจะใช้เงินจำนวนนี้สนับสนุนการปฏิวัติ จึงได้ทำการจับกุม มาร์กซ ในวันที่ ๔ มีนาคม และในที่สุด ทางการเบลเยียมก็เนรเทศ มาร์กซและครอบครัวมายังกรุงปารีสในวันที่ ๕ มีนาคม

เมื่อมาร์กซมาถึงปารีสนั้น ยังอยู่ในช่วงหลังปฏิวัติ ร่องรอยของป้อมกลางถนนยังอยู่ตามถนนสายต่าง ๆ ในปารีส และธงสามสีซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติฝรั่งเศสยังประดับอยู่ทั่วไปควบคู่กับธงแดงของฝ่ายสังคมนิยม เมื่อ มาร์กซ มาถึงก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหวปฏิวัติทันที เขาเข้าร่วมประชุมกับสมาคมสิทธิมนุษยชนฝรั่งเศส ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีส่วนในการปฏิวัติ จากนั้น มาร์กซ และกลุ่มเพื่อนก็ตั้งองค์กรคนงานเพื่อเตรียมการปฏิวัติในเยอรมนี โดยพยายามรวบรวมคนงานชาวเยอรมันที่ทำงานอยู่ในปารีส ได้มีการเปิดประชุมสันนิบาติคอมมิวนิสต์ในกรุงปารีสในวันที่ ๑๐ มีนาคม ปรากฏว่าที่ประชุมได้เลือก มาร์กซ เป็นประธาน และเตรียมการที่จะออกหนังสือพิมพ์ปฏิวัติในฝรั่งเศส เพื่อที่จะส่งไปเผยแพร่ในเยอรมนี

วันที่ ๑๙ มีนาคม ข่าวการปฏิวัติในออสเตรียก็มาถึง และหลังจากนั้น ก็ติดตามมาด้วยข่าวการปฏิวัติในปรัสเซีย ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นเต้นยินดีอย่างมากในหมู่ชาวเยอรมันในปารีส มาร์กซ และกลุ่มสหายนักปฏิวัติในสันนิบาตคอมมิวนิสต์ จึงตัดสินใจเดินทางกลับเพื่อไปร่วมการปฏิวัติในดินแดนเยอรมนี

เอกสารสำคัญที่ชาวสันนิบาตนำติดมือไปก็คือ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ของมาร์กซและเองเกลส์ และอีกฉบับหนึ่งเป็นเอกสารนโยบาย ๑๐ ข้อ ซึ่งมีข้อเรียกร้องให้โอนกิจการธนาคารเข้าเป็นของรัฐ เก็บภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้า จำกัดสิทธิในด้านมรดก ยกเลิกพันธสัญญาในที่ดินแบบศักดินา และจัดการศึกษาฟรีให้กับประชาชน

สำหรับ มาร์กซ ออกเดินทางจากปารีสต้นเดือนเมษายน ไปยังเมืองโคโลญ โดยมีเองเกลส์ร่วมเดินทางไปด้วย นอกจากนี้ก็คือ เอิร์นสก์ ดรองเก(Ernst Dronke) สมาชิกสันนิบาตคอมมิวนิสต์อีกคนหนึ่ง คณะเดินทางของ มาร์กซ หยุดที่เมืองเมนซ์ ๒ วัน เมืองนี้อยู่ในเขตไรน์แลนด์ และอยู่นอกเขตปรัสเซีย มาร์กซ ได้เรียกประชุมสมาคมกรรมกร และเรียกร้องให้องค์กรกรรมกรทั่วเยอรมนีรวมตัวกันเพื่อผลักดันการปฏิวัติ

มาร์กซ และคณะมาถึงเมืองโคโลญในวันที่ ๑๐ เมษายน สำหรับเจนนี และลูกของมาร์กซ ได้แวะเยี่ยมบ้านเดิมที่เมืองเทรียส์ และเดินทางมาร่วมกับ มาร์กซ ที่เมืองโคโลญจน์ภายหลัง เมืองโคโลญในขณะนั้นเป็นเมืองใหญ่อันดับสามในรัฐปรัสเซีย มีประชากรราวแสนคน และอยู่ในเขตที่มีการพัฒนา อุตสาหกรรมมากที่สุดในแว่นแคว้นเยอรมนี ในเมืองนี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อนเช่นกัน โดยมีผู้นำสำคัญเช่น อันดรีส กอตต์ชอลก์ (Andreas Gottschalk) ออกุส วิลลิช(August Willich) และ ฟรีดริช อันเนเก (Freidrich Anneke)

ในวันที่ ๓ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๔๘ ประชาชนชาวโคโลญได้มีการเคลื่อนไหวปฏิวัติเป็นแห่งแรกในปรัสเซีย โดยประชาชนนับหมื่นคนมาชุมนุมกันที่ศาลาว่าการเมือง กอตต์ชอลก์กับวิลลิช ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยให้มีรัฐธรรมนูญและระบบรัฐสภา ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง ให้มีเสรีภาพทางด้านหนังสือพิมพ์และการตั้งสมาคม และให้รัฐประกันการว่างงานและจัดการศึกษาฟรีให้ประชาชน ปรากฏว่าทางการตำรวจโคโลญได้จับกุมคุมขังกลุ่มผู้นำการประท้วง แต่ต่อมาในวันที่ ๒๐ มีนาคม ก็ต้องปล่อยตัว เพราะเกิดการปฏิวัติในเบอร์ลิน และรัฐบาลปรัสเซียปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้เสรีภาพและปฏิรูปการเมือง

เมื่อได้รับการปล่อยตัว กอตต์ชอลก์ได้ตั้งสมาคมคนงานโคโลญขึ้น ปรากฏว่าสมาคมขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีกรรมกร และคนว่างงานจำนวนมากเข้าร่วม จนในที่สุดมีสมาชิกถึง ๘,๐๐๐ คน แต่กรรมกรโรงงานยังมีน้อย ส่วนมากเป็นช่างฝีมือและพ่อค้าย่อย เมื่อ มาร์กซ มาถึง การเคลื่อนไหวกรรมกรในโคโลญเป็นไปอย่างแข็งขัน กอตต์ชอลก์จึงแนะนำให้มาร์กซ ไปเคลื่อนไหวต่อที่เบอร์ลิน หรือไม่ก็ลงสมัครผู้แทนราษฎรที่เมืองเทรียส์ซึ่งเป็นบ้านเดิม

ความจริงแล้วกอตต์ชอลก์มีความเห็นไม่ตรงกับมาร์กซ เขาเป็นเพื่อนสนิทของโมเสส เฮสส์ ซึ่งมีแนวคิดประนีประนอมกับฝ่ายศาสนา นอกจากนี้กอตต์ชอลก์ยังไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติทางการเมือง เขาสนใจสิทธิของกรรมกรเพียงข้อเรียกร้องทางเศรษฐกิจ ที่จะปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่และประกันการว่างงานของกรรมกรเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงยอมรับได้กับระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่มีรากฐานคุณธรรมคริสต์

แต่ประเด็นเฉพาะหน้าของกอตต์ชอลก์และ มาร์กซ ก็คือ ปัญหาที่ว่าควรจะเข้าร่วมในระบอบรัฐสภาของปรัสเซียที่กำลังจัดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ และควรที่จะเข้าร่วมกับสภาแห่งชาติที่เมืองแฟรงเฟิร์ตหรือไม่ แม้ว่ากอตต์ชอลก์จะมีแนวโน้มสายกลางเช่นนั้น เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งทางอ้อมที่รัฐเยอรมันหลายรัฐจัดขึ้น เพราะการเลือกตั้งลักษณะเช่นนั้นเป็นการตัดสิทธิ์กรรมกรและคนยากจน แต่มาร์กซเห็นว่า แม้แนวโน้มการปฏิวัติที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นการปฏิวัติของชนชั้นกระฎุมพี แต่ชนชั้นกรรมกรจะต้องเข้าร่วมผลักดัน เพื่อช่วงชิงผลที่ได้มาให้เป็นของชนชั้นตน และจะทำให้ขบวนการกรรมกรไม่โดดเดี่ยว อีกทั้งยังสร้างความสามัคคีกับกลุ่มปฏิวัติอื่นๆ มาร์กซจึงได้เสนอให้ยุบสันนิบาติคอมมิวนิสต์ลง ทั้งนี้เนื่องจากการที่การปฏิวัติขยายตัวทั่วเยอรมนี สมาชิกของสันนิบาตต่างก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเปิดเผยกับองค์กรอื่น ๆ ทำให้สันนิบาตซึ่งเริ่มตั้งจากชาวเยอรมันลี้ภัยนอกประเทศ ดำเนินการต่อไปได้ยาก และ มาร์กซ ยังเห็นว่า ข้อเรียกร้องของสันนิบาตยังรุนแรงเกินไป ยังไม่เหมาะกับภาวะแห่งการปฏิวัติกระฎุมพี ซึ่งยังจะต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มกษัตริย์นิยมและพวกอนุรักษ์นิยมอื่นๆ

1สาธารณรัฐครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๗๙๑ หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งแรก และการโค่นกษัตริย์หลุยสฺ์ที่ ๑๖ แห่งราชวงศ์บรูบอง สาธารณรัฐครั้งนั้นสิ้นสุดลงเมื่อ นโปเลียน โปนาปาร์ต ประกาศตั้งตนเป็นจักรพรรดิ

http://www.firelamtung.com/print.php?sid=45

รัฐธรรมนูญของยุโรป

รัฐธรรมนูญของยุโรป ก่อนจะมีผลใช้บังคับในปี ค.ศ.2009 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องได้รับการลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการจากบรรดาสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 25 ประเทศก่อนในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ.2004 ที่จะถึงนี้ ซึ่งก็หมายความว่าต้องมีการแปลรัฐธรรมนูญเป็นภาษาของประเทศสมาชิกทั้ง 25 ประเทศด้วย และนอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องผ่านกระบวนการภายในประเทศของแต่ละประเทศเสียก่อนเพื่อให้สัตยาบันรับรองในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของยุโรปซึ่งกระบวนการให้สัตยาบันก็มีอยู่สองวิธีการคือ การให้ประชาชนออกเสียงประชามติ (referendum) หรือการให้รัฐสภาลงมติให้สัตยาบัน

ทำไมยุโรปถึงต้องมีรัฐธรรมนูญของยุโรป ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก่อน ตามความเข้าใจของเรานั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและเป็นบทบัญญัติที่กำหนดรูปแบบและกลไกในการปกครองประเทศ การนำเอาคำว่า รัฐธรรมนูญ” (Constitution) มาใช้กับ หลักเกณฑ์ร่วมของยุโรปก็เพราะต้องการให้มีสิ่งที่สำคัญที่สุดของยุโรปที่ประเทศสมาชิกทั้งหลายต้องเคารพและปฏิบัติตามในกระบวนการเดียวกันและเรื่องเดียวกัน เพราะยุโรปทั้ง 25 ประเทศที่รวมกันเป็นสหภาพยุโรปในวันนี้ประกอบด้วยพลเมืองจำนวนมาก การอยู่ภายใต้ข้อตกลงหรือสนธิสัญญา (conventions, traités) เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ดูเป็นสิ่งที่ขาดน้ำหนักในด้านความเชื่อมโยงระหว่างประเทศและดูไม่ค่อยเป็นสาระเท่าใดนัก ดังนั้น การนำเอาข้อตกลงหรือสนธิสัญญาทั้งหลายมารวบรวมไว้ที่เดียวกัน จึงก่อให้เกิดผลดีกับประเทศสมาชิกทั้งหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อตกลงและสนธิสัญญาเหล่านั้นจึงกลายมาเป็น รัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรป แม้จะมีความแตกต่างจาก รูปแบบของรัฐธรรมนูญ ภายในของแต่ละประเทศ แต่รัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรปก็ได้สร้าง สถาบันใหม่ขึ้นมาเช่นกัน ดังตัวอย่างเช่น ประธานสภายุโรป (President du Counseil Europen) ที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสหภาพยุโรป มีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปีครึ่ง รัฐมนตรีด้านการต่างประเทศ (Ministre des Affaires Etrangères) ที่มาจากการแต่งตั้ง มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี หรือสภายุโรป (Parlement Europen) ที่ทำหน้าที่วางกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป พิจารณางบประมาณ ดูแลเรื่องนโยบายทางการเมืองของยุโรป สมาชิกสภายุโรปมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ พลเมืองยุโรปมีจำนวน 2750 คน ซึ่งก็มีวิธีการคำนวณจำนวนของสมาชิกสภายุโรปจากแต่ละประเทศไว้เป็นพิเศษครับ การรวมตัวกันของประเทศต่าง ๆ เข้าเป็นสหภาพยุโรปนั้นมีสาระสำคัญหลายประการ แต่ส่วนหนึ่งแล้วก็คือ เพื่อให้เกิดการพาณิชย์อย่างเสรี มีการแข่งขันกัน ซึ่งจากสาระสำคัญที่กล่าวไปก็เลยทำให้เกิดผลตามมาก็คือ กิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่เป็นบริการสาธารณะ” (service public) ที่รัฐผูกขาดก็ต้องถูกยกเลิก ทำให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหลาย ๆ แห่งในหลาย ๆ ประเทศ ก็เลยเกิดการคัดค้านหรือการประท้วงกันอยู่บ่อย ๆ ครับ ก็คงต้องเอาใจช่วยกันต่อไปนะครับ การที่พลเมืองของประเทศต่าง ๆ ทั้ง 25 ประเทศจะให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญของสหภาพยุโรปคงไม่ใช่เรื่องง่าย

http://www.pub-law.net/publaw/view.asp?PublawIDs=111

รัฐธรรมนูญยุโรป : การสร้างยุโรปที่เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

การบูรณาการของยุโรปได้เริ่มขึ้นเมื่อหลายทศวรรษมาแล้ว และยังคงจะดำเนินต่อไป โดยในวันที่ 17 และ 18 เดือนมิถุนายน 2004 ผู้นำประเทศและรัฐบาลของสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 25 ประเทศได้บรรลุข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์ในการให้การเห็นชอบร่าง สนธิสัญญาจัดตั้งรัฐธรรมนูญแห่งยุโรป โดยกฎหมายพื้นฐานนี้จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งยุโรปเมื่อแต่ละประเทศสมาชิกให้การรับรอง

รัฐธรรมนูญยุโรปถือเป็นก้าวสำคัญแห่งพัฒนาการของสหภาพยุโรป เพราะจะก่อให้เกิดการปฏิรูปการทำงานในหลายด้านอย่างครอบคลุมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังเป็นการประกันประสิทธิภาพในการทำงานของสมาชิกทั้ง 25 ประเทศในการจัดการกับความท้าทายต่างๆในอนาคต ทั้งนี้ พัฒนาการดังกล่าวจะตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยและความเคารพในกฎหมาย

นอกจากรัฐธรรมนูญยุโรปจะส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการในหลายๆด้านแล้ว ยังจะช่วยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ บทบาท อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของสหภาพยุโรป สามารถแยกแยะได้ระหว่างงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยสถาบันร่วมของสหภาพยุโรปหรือโดยแต่ละประเทศสมาชิก นอกจากนี้ กระบวนการตัดสินใจจะมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสหภาพยุโรปที่ประกอบไปด้วย 25 ประเเทศสมาชิกมากขึ้น รัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งของสหภาพยุโรปยังจะช่วยให้การทำงานมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมบทบาทด้านการระหว่างประเทศของสหภาพยุโรป

http://europa.eu.int/constitution/

+:- ความร่วมมือของกลุ่มประเทศยุโรป -:+

*:. ด้านเศรษฐกิจ .:*

นอกจากการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติแล้วความเสียหายอันประมาณค่ามิได้ทางด้านต่างๆที่สืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้นานาประเทศในยุโรปตะวันตกตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือบูรณะฟื้นฟูยุโรปและขจัดความขัดแย้งบาดหมางระหว่างประเทศให้หมดไป รัฐบุรุษของแต่ละประเทศมีความเห็นสอดคล้องกันว่าความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้ยุโรปฟื้นตัวได้และจะเป็นรากฐานของการสร้างเอกภาพทางการเมืองของยุโรป ความช่วยเหลือร่วมมือกันทางเศรษฐกิจจึงเป็นความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศที่จะนำไปสู่การรวมตัวของยุโรปตะวันตกช่วงหลังสงคราม

*:. องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป .:*

(The Organization for European Economic Cooperation-OEEC)

ก่อตั้งในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1947 โดยมีวัตถุประสงค์จะส่งเสริมและพัฒนาการค้าของยุโรปและให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อกัน สมาชิกเริ่มแรกมี 16 ประเทศ คือ กรีซ ตุรกี เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย อิตาลี และโปรตุเกส

ในช่วง 6 ปีแรก OEEC ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอย่างมาก เพราะการค้าระหว่างประเทศขยายตัวถึง 2 เท่า และผลผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ถึงร้อยละ 10 และ 35 ตามลำดับ ทำให้ประเทศยุโรปตะวันตกมีเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้น และนำไปสู่การร่วมมือทางทหารในเวลาต่อมา...

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/sociology/10000-6937.html

*:.ลักษณะการปกครอง.:*

ลักษณะการปกครอง ของทวีปยุโรปแบ่งออกเป็น 43 ประเทศ เมื่อพิจารณาตามตำแหน่งที่ตั้งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้

1. กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและภาคกลาง ในอดีตประเมศกลุ่มนั้มีอาณานิคมกระจายอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันมีอิธิพลการด้านเศรษฐกิจและทางการเมือง เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เกษตร และอุตสาหกรรม ประเทศในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มย่อยๆดังนี้

1) กลุ่มประเทศเนลักซ์ ประกอบด้วย เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก

2) กลุ่มประเทศไม่มีอาณาเขตจดทะเล ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และลิกแตนสไตน์

3) กลุ่มประสแกนดิเนเวียหรือนอร์ดิก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน แดนมาร์ก ฟินแลน์ ไอซ์แลนด์

4) กลุ่มประเทศอื่นๆ ได้แก่ เยอรมัน ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์

2. กลุ่มประเทศยุโรปใต้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อยดังนี้

1) บนคาบสมุทนไซบีเรีย ได้แก่ โปรตุเกส สเปน อัลดอร์รา

2) บนคาบสมุทรอิตาลี ได้แก่ อิตาลี

3) บนคาบสมุทรบอลข่าน ได้แก่ กรีซ แอลเบเนีย มอนเตนิโกร

4) บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ มอลตา ซามานริโน โมนาโก และนครรัฐวาติกัน

3. กลุ่มยุโรปตะวันออก ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเยอรมนี และเรียงรายตั้งแต่ทะเลบอลติกด้านเหนือลงใาถึงทะเลเอเดรียติกด้านใต้ เป็นกลุ่มประเทศที่เคยเป็นบริวารหรือได้รับอิทธิพลจากสหภาพโซเวีตสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในช่วงฟื้ฟูประเทศ และได้เปลี่ยนระบบการปกครองและเศรษฐกิจการเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย ได้แก่ โปแลนด์ เช็ก สโลวัก ฮังการี โรมาเนีย และบัลแกเรีย

4. กลุ่มประชาคมรัฐเอกราช สหภาพโซเวียตมีเนื้อที่มากที่สุดในทวีปยุโรป และจากการยึดอำนาจจากประธานาธิบดี มิคาอิล กอร์บาชอฟ ในช่วง วันที่ 19 – 21 สิงหาคม . . 2534 แใว่าการยึดอำนาจในครั้งนี้จะไใประสบความสำเร็จแต่ก็มำให้สหภาพโซเวีตยตกเป็นกลุ่มประเทศประชาคมรัฐเอกราช ประกอบด้วยประเทศรัสเซียและ 11 สาธารณรัฐ ไม่รวมสาธารณรัฐจอร์เจีย สาธารณรัฐใหม่เหล่านี้ปกครองตนเอง ไม่ขึ้น

ต่อรัสเซียอีกต่อไป

ตำแหน่ง

ประเทศ / รัฐ / นครรัฐ

กษัตริย์ : เป็นตำแหน่งประมุขของประเทศที่ปกครองราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ ไอร์แลนด์เหนือ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ และสเปน

ประธานาธิบดี : เป็นประมุขของปรัเทศที่ปกครองแแบบสาธารณรัฐ

ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ เยอรมนี ฟินแลนด์ โปแลนด์

สวิตเซอร์แลนด์ เช็ก ออสเตรีย ฮังการี แอลเบเนีย เซอร์เบียและมอนเตนิโกร กรีซ อิตาลี โปรตุเกส มอลตา กลุ่มประชาคมรัฐเอกราชและจอร์เจีย

แกรนด์ดุ๊ก

ลักเซมเบิร์ก

เจ้าชาย

โมนาโก ลิกเตนสไตน์ และอันดอร์รา

สัตะปาปา

วาติกัน

ผู้สำเร็จราชการ

ซามาริโน( ดำรงตำแหน่งพร้องกัน 2 คน)

3 ความคิดเห็น:

E_BAUNG - - zZ said...

กลุ่ม 9 ตั้งจายทำงานหน่อยเน้อ มีรายม่ายเข้าจายถามเค้าดั้ยน้า ยินดีจาหั้ยคำปรึกสา อ่านะ ไปแระ บับบาย จ๊วบๆ
ปล.สู้ๆน้า

นอร์ 3/1 No.17 said...

ว่างเหรอครับ

แวะทุกกลุ่มเลย ไอบ๊องอ่ะ

555+ said...

555+ 000^0^

ทำรายงานกลุ่มออนไลน์กับ Google Doc

การใช้ Google Doc ผู้สอนต้องมี Gmail สามารถแบ่งกลุ่มออนไลน์ โดยนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการนำสนอเนื้อหาในที่มอบหมายแบบออนไลน์ ผู้เรียนแต่ละคนเพิ่มเนื้อหา ตกแต่งและแก้ไขที่เพื่อนทำมาแล้วได้ นอกจากนี้ผู้สอนสามารถตรวจสอบการเข้ามาใช้ Doc ของนักเรียนแต่ละคนได้จาก History

Time

Followers

Google Doc

ท่านชอบเรียนสาระใดในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม